วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

IT Security Audit ตอน 4

การผสมผสานกระบวนการของ CobiT และ ITIL
ผู้ตรวจสอบมักนำ CobiT มาร่วมใช้งานโดยประกอบกับ ITIL self-assessment workbook เพื่อใช้ในการตรวจสอบการจัดการด้านการบริการของฝ่ายระบบสารสนเทศ CobiT นั้นจะมีองค์ประกอบพวก Key Goal และ Performance Indicators รวมไปถึง Critical Success Factors ของกระบวนการต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยเสริมการทำงานของ ITIL เพื่อเป็นพื้นฐานของการจัดการกับกระบวนการของ ITIL จึงทำให้หลายๆองค์กรนั้นนำ Cobit มาใช้ร่วมกับ Framework ในเชิงลึกต่างๆ หลายๆกระบวนการของ CobiT ซึ่งอยู่ใน domain "Delivery & Support" (DS1, DS3, DS4, DS8, DS9 และ DS10) นั้นมีความสอดคล้องกับ กระบวนการของ ITIL เป็นอย่างมาก เช่น Service Level, Configuration, problem, incident, release, capacity, availability หรือ financial management อีกทั้งกระบวนการของ CobiT AI6 change management process เองก็สอดคล้องกับ ITIL ในแง่ของ change management process และ supporting processes อื่นๆเช่น Release management. ITIL นั้นไม่ครอบคลุม การจัดการโครงการ (PO10) แต่ Projects in Controlled Environments (PRINCE2) นั้นสามารถเข้ามาเสริมได้. (PRINCE2 นั้นเป็นมาตรฐานซึ่งเริ่มและใช้โดยรัฐบาลและภาคธุรกิจของอังกฤษ )
กล่าวโดยสรุป CobiT และ ITIL นั้นไม่สามารถแทนที่ซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นเพื่อให้ได้ "ไอทีภิบาล" หรือ "IT governance" องค์กรจึงควรที่จะผนวกจุดแข็งของ CobiT และ ITIL เข้าด้วยกัน โดยยึด Framework ด้านการควบคุมของ CobiT เป็นกรอบความคิดในเชิงกว้างจากนั้นจึงนำ ITIL และ Framework อื่นๆเข้าร่วมเพื่อเพิ่มเติมในรายละเอียดของการนำไปปฏิบัติจริงต่อไป (eWeek Thailand ปักษ์แรก ประจำเดือน เดือนพฤษภาคม 2548 , Update Information : 24 มิถุนายน 2548 : http://www.oknation.net/blog/sathorn69/2009/08/20/entry-1)

IT Security Audit ตอน 3

การเตรียมองค์กรให้พร้อมเข้าสู่ยุค IT Governance ด้วยมาตรฐาน CobiT และ ITIL COBIT
ทุกวันนี้หลายองค์กรในประเทศไทยและทั่วโลก กำลังกล่าวถึงคำว่า "Best Practices" หรือมาตรฐานที่ควรนำมาเป็นแนวทางในการเตรียมระบบสารสนเทศขององค์กรให้พร้อมเข้าสู่ยุค IT Governance โดยที่ "Best Practices" ที่นิยมใช้กันได้แก่ มาตรฐาน ISO/IEC17799, CobiT และ ITIL เป็นต้น มาตรฐาน "CobiT" นั้นย่อมาจาก "Control OBjectives for Information and Related Technology" CobiT นั้นมีจุดประสงค์ในการสร้างความมั่นใจว่าการใช้ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นสอดคล้องกับวัตุประสงค์เชิงธุรกิจขององค์กร (Business Objectives) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลอันจะส่งประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ช่วยให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk) และผลตอบแทนของการลงทุนในระบบสารสนเทศ (IT ROI) มารตฐาน CobiT นั้นประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 34 หัวข้อซึ่งเชื่อมกับ กิจกรรมย่อยอีก 318 หัวข้อ ซึ่งทำให้เกิด Framework ด้านการตรวจสอบภายในเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้น (IT Internal audit) CobiT นั้นเริ่มพัฒนาโดย The Information Systems Audit and Control Association (ISACA) และ IT Governance Institute (ITGI) เป็นผู้ดูแลในปัจจุบัน (ISACA และ ITGI เป็นองค์กรระดับโลกตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา) โดยเดิมทีตั้งใจให้เป็น Tools หรือ Guideline ของผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศ แต่ต่อมาก็มีการนำไปใช้โดย ผู้บริหารธุรกิจ และ ผู้บริหารระบบสารสนเทศ เนื่องจากในช่วงแรก CobiT นั้นถูกใช้เป็นแนวทางสำหรับการตรวจสอบระบบสารสนเทศ จึงทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ มักมองว่า CobiT นั้นเป็นภัยแก่ตน แทนที่จะมองว่าเป็น เครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการสื่อสารระหว่างภาคไอทีและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมากกว่า กระบวนการของ CobiT นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่
- การวางแผนและจัดการองค์กร (PO : Planning and Organization)
- การจัดหาและติดตั้ง (AI : Acquisition and Implementation)
- การส่งมอบและบำรุงรักษา (DS : Delivery and Support)
- การติดตามผล ( M : monitoring)
CobiT นั้นมีพื้นฐานมาจาก Framework ชั้นนำต่างๆมากมาย ได้แก่ The Software Engineering Institute's Capability Maturity Model (CMM), ISO 9000 และ The Information Technology Infrastructure Library (ITIL) ของประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม CobiT นั้นก็ยังขาดในส่วนของ Guideline เพื่อใช้ในทางปฏิบัติเนื่องจาก CobiT เป็น Framework ที่เน้นในเรื่องของ การควบคุม (Control) เป็นหลัก CobiT นั้นมุ่งประเด็นในการบอกว่าองค์กรต้องการอะไรบ้าง (What) แต่ไม่มีรายละเอียดในแง่ของวิธีการที่นำไปสู่จุดนั้น (How) ซึ่งเหมาะกับผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศที่ต้องการนำ CobiT มาใช้เพื่อทำเป็น Check Lists หรือ Audit Program แต่อาจจะยังไม่มีรายละเอียดพอสำหรับ ผู้บริหารธุรกิจ และผู้บริหารระบบสารสนเทศ ซึ่งต้องการนำ CobiT ไปปรับใช้กับองค์กรในทางปฏิบัติ (Practical Implementation) สำหรับมาตรฐาน ITIL นั้น มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง "Best Practices" สำหรับกระบวนการของ IT Service Delivery และ Support แต่ไม่ได้เป็นการกำหนด Framework ของการควบคุมในแนวกว้างอย่างที่ CobiT เป็น ITIL นั้นจะมุ่งไปทางการเสนอวิธีการในการปฏิบัติ แต่มีขอบเขตงานเพียงแค่ IT service Management ซึ่งแคบกว่า CobiT มาก ITIL นั้นค่อนข้างลึกในรายละเอียดของกระบวนการทำงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ทางฝ่ายระบบสารสนเทศ และ Service Management เป็นผู้นำไปใช้

IT Security Audit ตอน 2

ความหมายของ "IT Audit" ปรัชญาของ "IT Audit" แตกต่างจากปรัชญาของ "Internal Audit" กล่าวคือ องค์ความรู้ของ "Internal Audit" เน้นเรื่องการประยุกต์ใช้ "COSO Framework" และการมองภาพรวมในลักษณะของ "Enterprise Risk Management" หรือ "ERM" ซึ่งเป็นภาพใหญ่ขององค์กร แต่ "IT Audit" นั้น จะเน้นไปที่ "CobiT Framework" หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ "IT Governance Framework" โดยปรัชญาก็คือ การใช้งานระบบสารสนเทศให้สอดคล้อง หรือ "Align" กับวัตถุประสงค์ทางด้านธุรกิจหรือ "Business Objective" ตลอดจน "Governance Objective" ซึ่งได้แก่เรื่อง "Regulatory Compliance" ต่าง ๆ โดยการตรวจสอบระบบสารสนเทศมีลักษณะคล้ายกับการตรวจสอบภายใน ก็คือ การนำหลักการ "GRC" หรือ "Governance , Risk Management and Compliance" มาประยุกต์ใช้ และมีลักษณะการตรวจสอบในแบบ "Risk-Based Approach" แต่การตรวจสอบระบบสารสนเทศจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เรื่อง "Information System Audit Process or IS Audit Process" เป็นองค์ความรู้หลัก ซึ่งองค์ความรู้ที่จำเป็นต้องศึกษามีทั้งหมด 6 องค์ความรู้ ได้แก่ 1. IS Audit Process 2. IT Governance 3. Systems and Infrastructure Lifecycle Management 4. IT Service Delivery and Support 5. Protection of Information Assets 6. Business Continuity and Disaster Recovery โดยองค์ความรู้ทั้ง 6 เป็นองค์ความรู้ที่ใช้ในการทดสอบผู้ที่ต้องการได้รับใบรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบระบบสารสนเทศ หรือ CISA (Certified Information System Auditor) จาก ISACA ผู้ที่สอบผ่าน "CISA" นั้น เป็นการพิสูจน์ในระดับหนึ่งว่ามีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถเป็นผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศที่แม่นยำในหลักวิชาการ (เหมือนผู้สอบผ่าน CIA) แต่ก็ยังต้องหาความรู้เฉพาะทางเพิ่มเติมอีก เช่น การตรวจสอบระบบฐานข้อมูล RDBMS เช่น Audit Oracle , Audit MS SQL Server หรือ การตรวจสอบ Network และ System ต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบ Microsoft Windows , UNIX/Linux Operating System ,การตรวจสอบ Wireless, การตรวจสอบ Router และ Switching เป็นต้น
จึงสรุปได้ว่า การศึกษาองค์ความรู้พื้นฐานและการสอบผ่าน CIA หรือ CISA นั้นนับเป็น "จุดเริ่มต้นที่ดี" สำหรับการเป็น "ผู้ตรวจสอบภายใน" หรือ "ผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศ" ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สอบผ่าน CIA และ CISA จะปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบได้ครบทุกเรื่อง เพราะจำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะทางในเรื่องต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น อีกทั้งยังต้องอาศัยประสบการณ์หรือชั่วโมงบินในการตรวจสอบอีกด้วย (http://www.acisonline.net/article/?p=5)

IT Security Audit ตอน 1

บทนำ

    ศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นในองคกร รวมทั้งปรับเปลี่ยนหลักการการจัดการและปฏิบัติงาน ซึ่งกอใหเกิดโอกาสทางธุรกิจใหมๆ และชวยใหตนทุนลดลง องคกรที่มีการปฏิบัติงานในระบบอัตโนมัตโดยใชเทคโนโลยีเปนตัวขับเคลื่อน  จึงจำเปนตองมีกลไกในการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมทั้งระบบคอมพิวเตอรและ ระบบเครือขาย ทั้งในดานของ ฮารดแวรซอรฟแวรการควบคุมทั่วไป และการควบคุมระบบงาน เพื่อปองกันความเสี่ยงอันอาจจะเกิดจากการใชเทคโนโลยีไมเต็มประสิทธิภาพหรือใชเทคโนโลยีในทางที่เหมาะสม  ในปัจจุบันการควบคุมภายในระบบสารสนเทศขององคกรยังไมมีประสิทธิภาพเพียงพอตอการดำเนินงาน เนื่องจากนโยบายการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ไมเหมาะสม การกำหนดหนาที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานไมชัดเจน  การบริหารจัดการกำลังคนและการพัฒนาทักษะความรูความสามารถทางดานเทคโนโลยีและสารสนเทศของบุคลากรมีไมเพียงพอ การขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความพรอมใช และเหมาะสมกับระบบสารสนเทศขององคกร และนโยบายดานการรักษาความปลอดภัยและความลับของขอมูลไมครอบคลุมเพียงพอ สงผลให ระบบสารสนเทศไมสามารถตองสนองตอความตองการขององคกรไดอยางเต็มประสิทธิภาพ 

 


     การตรวจสอบความปลอดภัยทางสารสนเทศ (IT Security Audit) ตามแนวทาง CoBit หรือ IT Governance จึงเป็นความจำเป็นที่องค์กรยุคใหม่จะต้องปฏิบัติเพื่ความมั่นคงปลอดภัยในระบบ IT ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพอย่างดีที่สุด

 






Free TextEditor

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา

ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ( School Management Information System)
ความหมายและบทบาทของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ IS) คือระบบแบบเฉพาะเจาะจงชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มของส่วนประกอบพื้นฐานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกันในการเก็บ (นำเข้า), จัดการ (ประมวลผล) และเผยแพร่(แสดงผล) ข้อมูลและสารสนเทศและสนับสนุนกลไกลของผลสะท้อนกลับ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ
1. ส่วนที่นำเข้า (Inputs) ได้แก่การรวบรวมและการจัดเตรียมข้อมูลดิบ ส่วนที่นำเข้านี้สามารถมีได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการโทรเข้าเพื่อขอข้อมูลในระบบสอบถามเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลที่ลูกค้ากรอกในใบ สอบถามการให้บริการของร้านค้าฯลฯ ขึ้นอยู่กับส่วนแสดงผลที่ต้องการ ส่วนที่นำเข้านี้อาจเป็นขบวนการที่ทำด้วยตัวเองหรือเป็นแบบอัตโนมัติก็ได้ เช่นการอ่านข้อมูลรายชื่อสินค้าและรายราคาโดยเครื่องอ่าน บาร์โค้ดของห้างสรรพสินค้า จัดเป็นส่วนที่นำเข้าแบบอัตโนมัติ
2. การประมวลผล (Processing) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนและการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของส่วนแสดงผลที่มีประโยชน์ ตัวอย่างของการประมวลผลได้แก่การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเลือกทางเลือกในการปฏิบัติงานและการเก็บข้อมูลไว้ใช้ในอนาคต โดยการประมวลผลสามารถทำได้ด้วยตนเองหรือสามารถใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็ได้ ตัวอย่างเช่น ระบบคิดเงินเดือนพนักงาน สามารถคิดได้จากการนำจำนวน ชั่วโมงการทำงานของพนักงานคูณเข้ากับอัตราค่าจ้างเพื่อให้ได้ยอดเงินรวมที่ต้องจ่ายรวม ถ้าชั่วโมงการทำงานรายสัปดาห์มากกว่า 40 ชั่วโมงอาจมีการคิดเงินล่วงเวลาให้ โดยเพิ่มเข้าไปกับเงินรวม จากนั้นอาจจะทำการหักภาษีพนักงาน โดยการนำเงินรวมมาคิดภาษีและนำเงินรวมมาลบด้วยภาษีที่คำนวณได้ จะทำให้ได้เงินสุทธิที่ต้องจ่ายให้กับพนักงาน
3. ส่วนที่แสดงผล (Outputs) เกี่ยวข้องกับการผลิตสารสนเทศที่มีประโยชน์ มักจะอยู่ในรูปของเอกสาร หรือรายงานหรืออาจะเป็นเช็คที่จ่ายให้กับพนักงาน รายงานที่นำเสนอผู้บริหารและสารสนเทศที่ถูกผลิตออกมาให้กับผู้ถือหุ้น ธนาคาร หรือกลุ่มอื่นๆ โดยส่วนแสดงผลของระบบหนึ่งอาจใช้เป็นส่วนที่นำเข้าเพื่อควบคุมระบบหรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็ได้ เช่นในขบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ พนักงานขาย ลูกค้า และ นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์อาจจะทำการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า โดยอาจจะใช้ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการออกแบบนี้ด้วย จนกระทั่งได้ต้นแบบที่ตรงความต้องการมากที่สุด จึงส่งแบบนั้นไปทำการผลิต จะเห็นว่าแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ได้จากการออกแบบแต่ละครั้งจะเป็นส่วนที่ถูกนำไปปรับปรุงการออกแบบในครั้งต่อๆ ไป จนกระทั่งได้แบบ สุดท้ายออกมา อาจอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ที่ออกมาจากเครื่องพิมพ์หรือแสดงอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นอุปกรณ์แสดงผลตัวหนึ่งหรืออาจจะอยู่ในรูปของรายงานและเอกสารที่เขียนด้วยมือก็ได้
4. ผลสะท้อนกลับ (Feedback) คือส่วนแสดงผลที่ใช้ในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อส่วนที่นำเข้าหรือส่วนประมวลผล เช่น ความผิดพลาดหรือปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลนำเข้าหรือทำการเปลี่ยนแปลงการประมวลผลเพื่อให้ได้ส่วนแสดงผลที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ระบบการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ถ้าทำการป้อนชั่วโมงการทำงานรายสัปดาห์เป็น 400 แทนที่จะเป็น 40 ชั่วโมง ถ้าทำการกำหนดให้ระบบตรวจสอบค่าชั่วโมงการทำงานให้อยู่ในช่วง 0-100 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อพบข้อมูลนี้เป็น 400 ชั่วโมง ระบบจะทำการส่งผลสะท้อนกลับออกมา อาจจะอยู่ในรูปของรายงานความผิดพลาด ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบและแก้ไขจำนวนชั่วโมงการทำงานที่นำเข้ามาคำนวณให้ถูกต้องได้

ระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems : CBIS)
ระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ (Hardware), ซอฟต์แวร์ (Software), ข้อมูล(Data), บุคคล (People), ขบวนการ (Procedure) และการสื่อสารข้อมูล (Telecommunication) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อทำการรวบรวม, จัดการ จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ

1. ฮาร์ดแวร์ คืออุปกรณ์ทางกายภาพ ที่ใช้ในการรวบรวม การนำเข้า และการจัดเก็บข้อมูล, ประมวลผล ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ และแสดงสารสนเทศที่เป็นผลลัพธ์ออกมา
2. ซอฟต์แวร์ ประกอบด้วยกลุ่มของโปรแกรมที่ใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกับฮาร์ดแวร์และใช้ในการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ
3. ข้อมูล ในส่วนนี้หมายถึงข้อมูลและสารสนเทศที่ถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูล โดยฐานข้อมูล (Database) หมายถึงกลุ่มของค่าความจริงและสารสนเทศที่มีความเกี่ยวข้องกันนั่นเอง
4. บุคคล หมายถึงบุคคลที่ใช้งานและปฏิบัติงานร่วมกับระบบสารสนเทศ
5. ขบวนการ หมายถึงกลุ่มของคำสั่งหรือกฎ ที่แนะนำวิธีการปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์ในระบบสารสนเทศ ซึ่งอาจได้แก่การแนะนำการควบคุมการเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์, วิธีการสำรองสารสนเทศในระบบและวิธีจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
6. การสื่อสารข้อมูล หมายถึงการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดต่อสื่อสาร และช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือข่าย (Network) ที่มีประสิทธิภาพได้ โดยเครือข่ายใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไว้ด้วยกัน อาจจะเป็นภายในอาคารเดียวกัน ในประเทศเดียวกัน หรือทั่วโลก เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้
(http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Management%20Information%20Systems/mis2.htm)

คุณลักษณะที่ดีของสารสนเทศ
1. ใช้ง่าย ใช้เวลาเรียนรู้น้อย
2. ผิดพลาดน้อย (Error rate)
3. เมื่อมีข้อบกพร่อง สามารถแก้ไขได้เร็ว (MTBF)
4. เก็บรวบรวมข้อสนเทศที่เกิดจากการปฎิบัติงานตามปกติ
5. ให้ข้อสนเทศได้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันเวลา

ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ประกอบด้วยระบบงานต่าง ๆ ดังนี้
1. การวางแผนจัดการเรียนการสอนและอัตรากำลัง
2. การจัดชั้นเรียนตามความต้องการของผู้เรียน วิชาเลือกเสรี พื้นฐานอาชีพ
3. การจัดกิจกรรมการศึกษาเพื่อสนองตอบความต้องการของชุมชน
4. การจัดทำทะเบียนประวัติ และพัฒนาการของนักเรียน
5. การวัดวิเคราะห์และประเมินผลการเรียน
6. ธนาคารข้อสอบ
7. ระบบงานห้องสมุด
8. ระบบงานปกครอง
9. ระบบงานบุคลากร
10. ระบบงานธุรการ การเงิน และพัสดุ
11. ระบบสาธารณูปโภค อาคารสถานที่
12. ระบบงานแนะแนว
13. ระบบงานสหกรณ์/สวัสดิการ
14. ระบบงานสุขอนามัยและโภชนาการ
15. ระบบแผนงานและโครงการ
(รุ่งแสง อรุณไพโรจน์ และ สมชาติ หรั่งเจริญ)

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ติดตั้ง PhpMyAdmin

cd /usr/ports/databases/phpmyadmin
make install

รายงานหลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว
phpMyAdmin-2.9.0.2 has been installed into:

/usr/local/www/phpMyAdmin

Please edit config.inc.php to suit your needs.

To make phpMyAdmin available through your web site, I suggest
that you add something like the following to httpd.conf:

Alias /phpmyadmin/ "/usr/local/www/phpMyAdmin/"


Options none
AllowOverride Limit

Order Deny,Allow
Deny from all
Allow from 127.0.0.1 .example.com


===> Registering installation for phpMyAdmin-2.9.0.2

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

asterisk ไม่ทำงาน

ตอนเช้าของทุกวัน asterisk จะค้างไม่ทำงาน โทรออกไม่ได้ reboot ก็ยังเหมือนเดิม ต้อง shutdown เครื่องประมาณ 2-3 นาที แล้ว boot ใหม่กลับใช้ได้ปกติ เมื่อ login ที่ terminal จะมีข้อความตามรูปนี้ครับ ยังไม่รู้จะแก้ยังไง